คนงานผสมปูนขึ้นแท่นมหาเศรษฐีจีน
รวมทั้งการเปิดให้นักธุรกิจเอกชนระดมทุนในตลาดหุ้น
ได้ทำให้มหาเศรษฐีจีนเกิดใหม่เป็นดอกเห็ดในหน้าฝน
มหาเศรษฐีคนล่าสุดของจีนเป็นสาวรุ่นอายุเพียง 25 ปีซึ่งได้มรดกเป็นหุ้นจากพ่อเธอ
เป็นหุ้น 70% ของบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ พ่อเธอยกให้ในปี 2548
เมื่อพ่อของเธอเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นในปีที่แล้วมูลค่าหุ้นในมือของเธอพุ่งขึ้นถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 561,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาตลาดช่วงปลายปี 2550 ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในเอเชีย
มหาเศรษฐีสาวจีนคนนี้ชื่อ หยาง ฮุ่ยหยาน ด้วยสินทรัพย์ขนาดนี้เธอรวยกว่า สตีฟ จอบส์ ซีอีโอของแอปเปิ้ล จอร์ส โซรอส พ่อมดการเงินของอเมริกา นายรูเพิร์ต เมอร์ดอค หรือนาย โดนัลด์ ทรัมป์ผู้โด่งดังเสียอีก
คนที่สร้างบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ขึ้นมาคือพ่อของ หยาง ฮุ่ยหยาน ชื่อนาย ยุง กว๊อก คุง หรือ หยาง กวอเชียง ผู้ซึ่งเริ่มต้นจากเป็นพนักงานผสมปูนให้กับบริษัทก่อสร้างแต่ก็สามารถสร้างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในจีนโดยใช้เวลาเพียงสิบปีเท่านั้น
หยาง ฮุ่ยหยาน เป็นลูกสาวคนที่สองของนายหยาง เธอแต่งงานแล้วกับลูกชายของเจ้าหน้าที่รัฐอาวุโสช่วงปลายปี 2549 หนึ่งปีก่อนจะกลายเป็นมหาเศรษฐีสาวอันดับหนึ่งของเอเชีย
นายหยาง เดิมเป็นชาวนายากจนใน เมืองโฝซาน เขาปลูกข้าว เลี้ยงวัวและทำงานเป็นคนงานก่อสร้างมีหน้าที่ผสมซีเมนต์ ภรรยาของเขามีรายงานว่าเป็นคนงานก่อหินที่ทำงานด้วยกัน
เขาตั้งบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศไทยแตกและส่งผลกระเทือนไปทั่วเอเชีย บริษัทนี้เที่ยวซื้อที่ดินซึ่งไม่มีใครสนใจเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ที่ดินที่มีปัญหา ส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งซึ่งอยู่ใกล้กับฮ่องกง เมื่อรัฐบาลกลางจีนเปิดให้บริษัทเอกชนสามารถนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อบ้านได้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มเปิดขึ้นในระยะ 2-3 ปีต่อมา (ทุกวิกฤติมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ผมว่านะ)
เมื่อตลาดเปิดขึ้นนายหยาง ซึ่งมีแลนด์แบงก์อยู่จำนวนมากก็เริ่มควักที่ดินออกมาที่ละผืน เพื่อพัฒนาเป็นบ้านจัดสรรและตั้งราคาไม่แพงมากทำให้ขายได้อย่างรวดเร็ว
หนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่ากลยุทธ์การทำธุรกิจที่ทำให้ผู้ก่อตั้งคันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือการใช้วิธีการของห้างสรรพสินค้าวอล-มาร์ท ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยขายให้กับชนชั้นกลางของจีน
ในช่วงที่ธุรกิจในประเทศไทยต้องประสบปัญหาอย่างหนักนับสิบปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540หลายธุรกิจต้องล้มหายตายจากไปแต่สำหรับบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ แล้วเป็นช่วงโจนทะยาน โครงการบ้านขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โครงการพัฒนาที่ดินของ คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ มีทั้งบ้านหรู ทาวน์เฮาส์ อพาร์ตเมนต์เป็นโครงการขนาดใหญ่รอบเมืองกวางเจา นอกจากบ้านแล้วยังมีโครงการประเภทโรงแรมหลายแห่งโครงการส่วนมากมีขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่ในโครงการ
คนจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางแห่ซื้อที่อยู่อาศัยเนื่องจากราคาที่ดินและบ้านได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีทำให้มีการลงทุนและเก็งกำไรบ้านและที่ดินขนานใหญ่ หลายคนคิดว่าดีกว่าฝากแบงก์
เจ้าของบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ถึงแม้เป็นชาวนาคนงานผสมปูนยากจนมาก่อนแต่เมื่อถึงเวลาระดมทุน เขาใช้บริษัทการเงินชั้นนำของวอลล์สตรีทอาทิ มอร์แกนสแตนเล่ย์ หรือยูบีเอส ซิตี้แบงก์ มาเป็นทีปรึกษาในการระดมทุนและใช้บริษัทระดับโลกอย่าง เมอร์ริล ลินช์ มาออกตราสารเงินกู้ให้
การเปิดบัญชีให้กับบริษัทการเงินระดับโลกนับเป็นความกล้าหาญของนาย หยาง เพราะการบริหารงานเดิมของบริษัทในจีนส่วนใหญ่มักจะมีความลับซับซ้อน มีบัญชีหลายบัญชี ตัวนาย หยาง ก็ปิดตัวมาโดยตลอด แม้การยกหุ้นให้ลูกสาวก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปกปิดพฤติกรรมบางอย่าง
เมื่อ คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ เข้าตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบริษัทการเงินตะวันตกเป็นคนจัดการให้ ระบบบัญชีและการบริหารงานต้องโปร่งไส มีกรรมการจากภายนอกเข้าร่วมบริหารงาน นับเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่สำหรับบริษัทในจีน
นาย หยาง เลียนแบบการเลี้ยงลูกจากนายลี กา-ชิง อภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง โดยให้ลูกสาวเข้าร่วมในการประชุมบอร์ดกรรมการตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมหลังจากนั้นก็ส่งลูกไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในมหาวิทยาลัยของรัฐโอไฮโอเพื่อเตรียมตัวให้ลูกกับมาทำธุรกิจของครอบครัว
ถึงแม้พ่อของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนจะเปิดรับเอาเทคโนโลยีการระดมทุนระดับโลกเข้ามาใช้กับบริษัทแต่ก็ไม่ทิ้งรากเหง้าเดิม สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า เมื่อปีที่แล้วเขากลับไปบ้านเกิดเพื่อฟื้นฟูสร้างศาลเจ้า ของหมู่บ้านใหม่และช่วยเหลือสมาชิกของตระกูลนับร้อยคนที่หมู่บ้านเดิม
นอกจากการช่วยเหลือบ้านเกิดแล้ว เขายังตั้งกองทุนการศึกษาบริจาคให้แก่นักเรียนจำนวนมากกว่า 4,000 ทุนในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
นายหยางมีลูกสาว สามคน คนโตพิการตั้งแต่เล็ก คนที่สองได้เป็นผู้บริหารต่อจากพ่อส่วนคนเล็กยังเรียนอยู่ที่อเมริกา
นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นและนักเศรษฐศาสตร์ของจีนระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่ของจีนมีความน่ากลัว วันใดที่ฟองสบู่แตกบรรดามหาเศรษฐีอาจจะกลายเป็นเจ้าสัวเยสเตอร์เดย์ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าบริษัทที่ยอมรับเอาระบบบริหารงานสมัยใหม่ที่เน้นความโปร่งใสเติบโตด้วยธุรกิจจริง ๆ ก็สามารถอยู่รอดได้
บริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ เป็นหนึ่งในบริษัทที่เชื่อว่าจะแข็งแกร่งและอยู่รอดได้แม้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของบริษัทจะเป็นอดีตคนงานผสมปูน
| คิดว่าไง? |
Free Economy

โดย บิสิเนสไทย [17-3-2008]
หนังสือเรื่อง "The Long Tail" ที่ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ทางเลือกของนายคริส แอนเดอร์สันบรรยายถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของสื่อเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลักดันโดยค่าจัดเก็บคอนเท็นต์ที่มีราคาต่ำลงเรื่อยๆ รวมถึงทำนายว่าผู้คนจะพึ่งสื่อแมสน้อยลง ส่วนหนังสือเล่มแรกหลังจากนั้น (ซึ่งยังไม่มีชื่อ) นายแอนเดอร์สัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Wired วางแผนที่จะอธิบายถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจในอนาคต เมื่อราคาสินค้า บริการ และพื้นที่จัดเก็บหดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงศูนย์

"สินค้า บริการและการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่คิดราคาจะช่วยเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากการที่เคยโฟกัสเพียงสิ่งที่สามารถตีค่าเป็นดอลลาร์และเซ็นต์ได้มาเป็นการพิจารณาถึงทุกสิ่งที่เรามองว่ามีคุณค่าในทุกวันนี้ได้ตรงตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น"
แต่นั่นๆ ไม่ได้หมายความว่านิตยสาร Wired ที่ยอดตีพิมพ์กำลังเติบโตอยู่นี้จะกลายเป็นหนังสือฟรีสำหรับผู้อ่านในทันใด หรือไม่ใช่เพราะว่า Wired ไม่ต้องการรายรับจากหน้าโฆษณาที่เพิ่มสูงขึ้น 5.6% ในปีที่แล้วอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี นั่นชี้ให้เห็นว่าบริษัทสื่อและลูกค้าโฆษณาของพวกเขาอาจต้องหันกลับมาพิจารณาถึงกลยุทธ์ของพวกเขาใหม่อีกครั้งท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจากเซ็กเตอร์ที่เรียกว่า "ฟรี"
จากบทสัมภาษณ์ถึงภาพรวมของหนังสือ Hyperion ที่วางแผนเปิดตัวปีหน้านี้ นายแอนเดอร์สันชี้ถึงสภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันโดยสังเขป
Ad Age: ช่วยอธิบายภาพรวมของคำว่า "Freeconomics" อะไรบ้างที่ฟรี ทำไม และเพื่อใคร
แอนเดอร์สัน: เมื่อกล่าวถึงคำนี้ ความจริงสิ่งที่เรียกว่าฟรีสามารถแบ่งได้ 3 แบบ
แบบแรกคือสิ่งที่เรารู้ว่าจะฟรีตลอดไป เช่น ยักษ์ใหญ่ที่โกนหนวดยิลเลตต์และโมเดลมีดโกน ถือเป็นการอุดหนุนไขว้ (Cross-Subsidy) ซึ่งเป็นโมเดลกับสื่อที่แจกฟรีเพราะได้เงินอุดหนุนจากผู้โฆษณา เราเรียกว่าเป็นตลาดสามฝ่าย ได้แก่ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และผู้บริโภคซึ่งได้รับทุกอย่างฟรี
แบบที่สอง คือสินค้าฟรีแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน สาเหตุเพราะราคาไม่มีความหมายอีกต่อไป กฏของมัวร์กล่าวไว้ว่าระบบประมวลผลจะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ แต่ความเร็วและการจัดเก็บจะมีความสำคัญมากขึ้น ในขณะที่ราคานับวันยิ่งใกล้ศูนย์มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด คุณสามารถหามาใช้ได้ฟรีๆ
ฮอตเมล์เริ่มต้นด้วยการให้บริการพื้นที่จัดเก็บขนาดเล็กฟรี และจากนั้นคุณต้องจ่ายเพื่อส่วนที่เหลือ ภายในปี 2000-2002 คุณได้พื้นที่เพิ่มขึ้น ต่อมาจีเมล์กล่าวว่า "เราจะให้ความจุหนึ่งกิกะไบต์แก่คุณฟรี" และตลาดเริ่มพัฒนาเรื่อยมา ยาฮูกล่าวว่า "เราจะให้พื้นที่ไม่จำกัดแก่คุณ เราจะใช้สิ่งนี้เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างยาฮูและผู้บริโภค และเราจะหารายได้จากส่วนอื่น บางทีอาจเป็นโฆษณาแบนเนอร์ในไซต์ยาฮูนิวส์ บางทีอาจจะจากข้อมูลที่ได้จากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคซึ่งทำให้คิดค่าบริการโฆษณามากขึ้นได้"
แบบที่สามคือ ระบบเศรษฐกิจแห่งการให้ (Gift Economy) ซึ่งการให้ฟรีแบบนี้เคยเป็นสิ่งที่หลายคนเรียกว่ากิจกรรมของพวกฮิปปี้ในเบิร์กเล่ย์ และตอนนี้กลายต้นแบบของวิกิพีเดีย บล็อกต่างๆ และไซต์ง่ายๆ อย่าง Craiglist ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงสำหรับสินค้ารูปแบบนี้ถูกกระตุ้นโดยคุณสมบัติที่ไม่สามารถตีเป็นราคาได้ เช่น ชื่อเสียง ความสนใจ การแสดงออกของผู้ชม ทั้งหมดนี้คือตัวกระตุ้นทางสังคมที่มีประสิทธิภาพอย่างยอดเยี่ยมในการผลักดันให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยมีแพลทฟอร์มที่สร้างความสำเร็จได้เช่นนี้
Ad Age: ถ้าเราเริ่มได้ทุกสิ่งมาโดยฟรีๆ ทำไมราคาปกนิตยสารซุบซิบคนดังทั้งหลายจึงยังคงเพิ่มสูงขึ้น
แอนเดอร์สัน: นิตยสารอยู่ในธุรกิจสินค้าฟรีทั่วไป ที่ Wired เราคิดค่าสมาชิก 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีทั้งๆ ที่ราคาที่แท้จริงสำหรับเราสูงกว่านั้นหลายเท่า แล้วทำไมเราจึงคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ เราคิดค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ เหมือนค่าธรรมเนียมทางจิตวิทยาซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณต้องการเรา ซึ่งทำให้เราสามารถคิดค่าธรรมเนียมจากผู้โฆษณาได้มากขึ้น แม้เศษเงินเพียงเซ็นต์เดียวก็มีความหมาย เราเก็บคุณ 10 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะเราไม่ต้องการลดคุณค่าสินค้า เพราะนั่นอาจกลายเป็นการส่งสารในทางที่ผิด แต่จากมุมมองของเรา อันที่จริงนั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย
Ad Age: บริษัทสื่อหรือนักการตลาดรายใดบ้างที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวด้วยโมเดลของฟรี
แอนเดอร์สัน: แน่นอนว่าคุณไม่ต้องการแข่งกับของฟรี ถ้าโมเดลธุรกิจของคุณไม่อาจทำให้คุณยื่นข้อเสนอราคาฟรีได้แต่คู่แข่งของคุณสามารถทำได้ คุณกำลังแข่งขันอยู่กับทางเลือกที่ทรงพลัง ถ้าคุณขายซอฟต์แวร์และบริษัทคู่แข่งตัดสินใจให้บริการซอฟต์แวร์นั้นโดยฟรีๆ นั่นหมายความว่าไมโครซอฟท์จะต้องแข่งขันกับระบบประมวลผลทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ และนี่เป็นสัญญาณเตือนไมโครซอฟท์
วงการเพลงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมที่ถูกคุกคามโดยคำว่าฟรี พวกเขาอยู่ในธุรกิจขายซีดี ธุรกิจขายเพลง แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์กำลังเผชิญหน้ากับไซต์อย่าง Craigslist เช่นกัน หนังสือพิมพ์คิดค่าธรรมเนียมในการลงโฆษณา แต่ Craigslist ให้บริการฟรี เรารู้ดีว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร
ส่วนก็โฆษณาเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ตอนนี้ เอเยนซีกำลังต่อสู้อยู่กับทางเลือกราคาถูก กูเกิลให้บริการผู้โฆษณารายเล็กที่ไม่สามารถจ่ายเป็นมูลค่ามหาศาลให้แก่เอเยนซีได้ นับวัน เราจะได้เห็นรูปแบบการโฆษณาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ มากขึ้นเรื่อยๆ วงการโฆษณาไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจแบบฟรี แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระบบนี้
ทั้งนี้ ที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ ทั้งหมดไม่ได้มีแค่โฆษณาเท่านั้น โฆษณาสร้างกำไรได้มาก และจะมากกว่านี้ แต่เรายังมีโมเดลอีกจำนวนมาก เช่น พรีเมียม การอุดหนุนไขว้ ซึ่งไม่ได้ยึดติดกับโฆษณา
Ad Age: ในบทความของคุณ คุณกล่าวถึงผลกระทบจากปริมาณที่ท่วมท้น จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราหันมาเล่นกับความเร็วและพื้นที่จัดเก็บที่ฟรีหรือเกือบฟรี
แอนเดอร์สัน: ตัวอย่างที่ดีที่สุดในวันนี้คือยูทูบ เราโฟกัสในผลงานไวรัลที่ประสบความสำเร็จ หรือวิดีโอที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ในฐานะที่ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในทฤษฎี Long Tail สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในยูทูบ คือ เราสิ้นเปลืองความเร็วและการจัดเก็บไปมากเพียงเพื่อที่จะส่งวิดีโอที่เป็นที่สนใจไปในที่ต่างๆ ที่มีคนสนใจ นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณภาพ แต่เป็นเรื่องของความสอดคล้องและโฟกัส นี่เป็นการเจาะความสนใจที่ค่อนข้างแคบได้อย่างยอดเยี่ยม
Ad Age: โมเดลสื่อแบบ "Freeconomic" ส่งผลกระทบหรือสัมพันธ์กับ Long Tail อย่างไร
แอนเดอร์สัน: ทฤษฎี Long Tail เป็นเรื่องของทางเลือกไร้ขีดจำกัด ถ้าคุณให้ทางเลือกที่ไร้ขีดจำกัดแก่ผู้คน คุณจะพบกับดีมานด์ที่ซ่อนอยู่ของสินค้าที่ดึงดูดตลาดเฉพาะกลุ่ม การให้พื้นที่วางจำหน่ายที่ไม่จำกัดจะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันดีมานด์ได้เป็นอย่างมาก
โลกตลาดเฉพาะกลุ่มที่ขนาดทั้งเล็กและแคบที่เราได้ค้นพบนี้ปรากฏว่าเป็นสถานที่ที่ระดับการมีส่วนร่วมของผู้คนมีอัตราสูงสุด นั่นคือที่ที่พวกเขาใส่ใจในสินค้า
โดยปกติ เราจะมีส่วนร่วมเพียงผิวเผินกับสินค้าแมสและจะมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม
ถ้าคุณลองสังเกตส่วนปลายของกระแสความนิยม ผู้คนจะจ่ายเพื่อเข้าถึงฐานผู้ชมระดับแคบๆ มากกว่าที่จะจ่ายเมื่อผู้ชมฐานกว้าง คุณสามารถขายสินค้าและสร้างรายรับได้มากกว่า คุณสามารถคิดค่าธรรมเนียมโฆษณาได้มากกว่า
ทั้งนี้ ผมมองว่า โมเดลฟรีจะเป็นการสร้างอำนาจให้กับผู้บริโภคไม่มากก็น้อย เมื่อเราเปลี่ยนคุณค่าสินค้าจากรูปแบบเงินตรามาเป็นชื่อเสียงและความสนใจ ตลาดกลับมาเป็นระดับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เราทุกคนต่างมีความเคารพและสนใจให้แก่ผู้บริโภค นั่นทำให้ตลาดมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เราทุกคนต่างมีความสนใจซึ่งมีคุณค่า และยิ่งสิ่งต่างๆกลายเป็นของฟรีมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นได้มากขึ้นในทุกๆที่ นั่นหมายความว่าเรามีทุกสิ่งสำหรับทุกคน โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ กำแพงในการเข้าถึงสินค้าและบริการจะพังทลายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคย
Ad Age: เกิดอะไรขึ้นกับเดอะวอลสตรีทเจอร์นัลฉบับออนไลน์ ซึ่งนายรูเพิร์ท เมอร์ดอคเคยส่งสัญญาณว่าจะเปิดให้บริการฟรีเมื่อเขาเข้าครอบครอง แต่ตอนนี้เขากลับวางกำแพงล้อมรอบอย่างแน่นหนาด้วยราคาที่เป็นไปได้ว่าจะสูงขึ้นกว่าเก่า
แอนเดอร์สัน: เมอร์ดอคจำเป็นต้องโอนอ่อนให้กับบริษัทที่เขาซื้อและพยายามเข้าเปลี่ยนแปลง การยุติค่าบริการในชั่วข้ามคืนอาจเป็นการทำร้ายจิตใจกันอย่างรุนแรง ผมไม่แน่ใจว่าเราได้พบจุดจบของเรื่องนี้แล้ว
นั่นทำให้เรานึกถึงคำพูดต้นฉบับของนายสจ๊วต แบรนด์ ที่ว่า "ข้อมูลต้องให้บริการฟรี" แต่เขายังกล่าวอีกว่าข้อมูลต้องมีราคาแพง สิ่งที่เขาต้องการจะบอกคือ ข้อมูลตลาดทั่วไปต้องได้มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนข้อมูลพิเศษควรมีราคาแพง ผมอาจให้หนังสือฟรีแต่ขายคำพูดแก่คุณซึ่งเป็นเป้าหมาย วงดนตรีก็ทำเช่นเดียวกัน นั่นคือ ให้อัลบัมฟรี จากนั้นจึงขายผลงาน สิ่งที่นายเมอร์ดอคกำลังมองหาคือความแตกต่างระหว่างความเป็นสินค้าตลาดและสิ่งที่พิเศษออกไป
| คิดว่าไง? |
ความมั่งคั่ง: เมื่อไรจึงจะมีกับเขาสักที
เวลาพูดถึงความมั่งคั่ง คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงภาพคนรวยที่มีทรัพย์สินเงินทองมากๆ
และมีช่องทางที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนได้ต่อไปเรื่อยๆ ที่จริงแล้วความมั่งคั่งสามารถมองได้หลายมุม จึงมีได้หลายความหมาย หลายระดับของความพอใจแล้วแต่การตีความ บางคนบอกว่า การมีงานทำมีความมั่นคงในอาชีพการงาน คือ ความมั่งคั่ง บางคนก็วัดความมั่งคั่งจากการมีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมคนเราจึงต้องแสวงหาความมั่งคั่งกัน สิ่งที่ซ่อนลึกๆอยู่ในจิตใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ “ความมีอิสรภาพทางการเงิน” ลองนึกถึงสภาพที่เราไม่ต้องทำงาน แต่ยังมีเงินใช้โดยไม่เดือดร้อน หรือเรายังรักที่จะทำงาน แต่ไม่ต้องอาศัยเงินเดือนนี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เราอาจนิยมความมีอิสรภาพทางการเงินได้ว่า
“อิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การที่คนเรามีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากจนเกินไป และไม่ต้องหวาดผวากับปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่าจะมีไม่พอกับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในอนาคต”
ถ้าอิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ แต่สังเกตหรือไม่คนที่พาตัวเองไปถึงระดับการมีอิสรภาพทางการเงินกลับมีไม่มากเลย มีเคล็ดลับอะไรหรือไม่ที่ทำให้บางคนบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ได้ ตามเรามาสิครับ
ความมั่งคั่ง: เราสร้างขึ้นมาอย่างไร
วิชาการด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลระบุไว้ว่า ความมั่งคั่ง หมายถึง ขนาดของสินทรัพย์สุทธิของบุคคลซึ่งมาจาก สินทรัพย์รวมของบุคคลหักออกด้วยหนี้สินของบุคคล และการบริหารความมั่งคั่งของบุคคล หมายถึง กระบวนการจัดการให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของสินทรัพย์สุทธิ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินสำหรับตนเอง หรือลูกค้าในระยะเวลาต่างๆ
เราจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งและทำให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ลองพิจารณาจากแบบจำลองต่อไปนี้
รูปที่ 1: แบบจำลองการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

ที่มา: พัฒนาขึ้นสำหรับบทความนี้
จากรูปที่ 1 อาจสรุปได้ว่า คนที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ คือ คนที่เห็นเคล็ดลับว่า
รู้หา (How to earn)
คือ รู้วิธีใช้ความสามารถของตน (Human Assets) ในการหารายได้
การได้เงินเดือนจากการทำงานของเราเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ยิ่งการงานประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้น ยิ่งส่งผลให้ความสามารถที่จะออมได้มีมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานอย่างดีสำหรับการสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น ช่องทางของการรู้หาไม่ได้มีเฉพาะการเป็นลูกจ้าง แต่การเลือกนำเงินทุนและแรงงานของเราไปลงทุนเป็นผู้ประกอบการก็ทำให้มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่สูง ซึ่งเป็นรากฐานของการออมเพื่อความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี
รู้เก็บ (How to save)
การแบ่งรายได้มาเพื่อออมทันทีเป็นการสร้างวินัยการเงินเพื่อให้ฐานของเงินออมขยายตัวเพิ่มรองรับการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต และเงินออมควรแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์ของการออม ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว
รู้ใช้ (How to spend)
การใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นหลักคิดสำคัญ เพื่อให้รายได้ที่คงเหลือเป็นเงินออมมีเพียงพอที่จะใช้ขยายฐานสร้างความมั่งคั่งในวันข้างหน้า
รู้ขยายผล (How to invest)
แนวคิดออมดีกว่าไม่ออม และออมก่อนรวยกว่า ยังไม่พอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ เราจะต้องเรียนรู้ว่าเงินออมของเรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะนำไปขยายผลให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ไม่ใช่ฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว
ดร.กฤษฎา เสกตระกูล ได้รับ Ph.D ด้าน Business Administration จาก Southern Cross University ประเทศออสเตรเลีย จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตและบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต รวมทั้งพาณิชยศาสตร์บัณฑิต (การเงิน) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
© 2007 by The McGraw-Hill Companies Inc. All rights reserved.
| คิดว่าไง? |
หนังสือแนะนำ

มุมมองหนึ่งที่นักลงทุนจำนวนหนึ่ง (และโดยทั่วไปมักจะ
เป็นนักลงทุนประเภท “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ” ) มักจะมี
อยู่เสมอเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นก็คือเรื่องของดวง
และสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้จากการคำนวณ
หรือประเมินแนวโน้วจากข้อมูลและรายละเอียดพื้นฐาน
นักลงทุนเหล่านี้มักมองว่า หุ้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากการพนัน
มีได้มีเสียและบางครั้งก็มีต่อมีรอง ขึ้นอยู่กับจังหวะและปัจจัยหลายประเภทที่ไม่สามารถควบคุมได้
แน่นอนว่า ดวงนั้นเป็นส่วนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มากไปกว่านั้นก็คือ ไม่เสมอไปที่การลงทุนในหุ้นจะขึ้นอยู่กับดวง และไม่ว่าคุณจะเป็น value investor หรือ day trader ก็ใช่ว่า “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” จะเป็นคำจำกัดความของการลงทุนในหุ้นอยู่เสมอ
นั่นก็เพราะว่า จริงๆ แล้วตลาดและการลงทุนในหุ้นนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจตลอดจนประเมินแนวโน้วทิศทางได้ และนั่นอาจเป็นกลวิธีที่อยู่คนละฟากด้านกับการฝากจุดหมายปลายทางเอาไว้ที่การพนันเพียงด้านเดียว
The Only Three Questions That Count ของ Ken Fisher คือหนึ่งในหนังสือยุทธศาสตร์การลงทุนในหุ้นว่าด้วยเรื่องของการทำความเข้าใจกับยุทธวิธีการลงทุนที่ถูกวิธีและตั้งสมมุติฐานอยู่บนความคิดที่ว่า การลงทุน (ในหุ้น) ที่ประสบความสำเร็จนั้น คือการเข้าถึง เข้าใจ และตระหนักในสิ่งที่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าไปถึง
ด้วยการนำเสนอคำถามสำคัญเพียงสามข้อและเป็นคำถามที่ครอบคลุมมิติเชิงนวัตกรรมความคิดในการสร้างสรรค์การลงทุนที่ล้ำหน้าและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นสิ่งที่ฟิชเชอร์เรียกว่ากุญแจแห่งความสำเร็จ ก็คือ การท้าทายตัวเอง
หากครั้งหนึ่งหนังสือที่ขึ้นทับเนียบหนังสือคลาสสิคสำหรับนักเล่นหุ้นอย่าง ของฟิลิป เอ ฟิชเชอร์ กูรูอันดับต้นๆ แห่งวอลสตรีทผู้พ่อ (ในครั้งนั้นมีเคน แอล ฟิชเชอร์ผู้นี้เป็นลูกมือ-ผู้ร่วมเขียน) อย่าง Common Stocks and Uncommon Profits and other Writings ได้วางรากฐานเกี่ยวกับชุดตรรกะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเหตุและผล รวมทั้งการประเมินทิศทางอย่างมีรูปแบบวิธีแล้วไซร้
หนังสือของฟิชเชอร์ผู้ลูกเล่มนี้ก็คือการสานต่อยอดของความคิดพื้นฐานในเหตุและผลด้านการลงทุน ต่อยอดไปเป็นแนวคิดการลงทุนในหุ้นเชิงนวัตกรรมที่จะพาผู้อ่านเดินทางเข้าสู่พรมแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ด้านการลงทุนที่อิงอยู่กับหลักการของเหตุและผลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอว่า การลงทุนที่ดีนั้นสามารถคำนวณและประเมินความเสี่ยงได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้
เป็นปฏิบัติการของลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นเลย
คำถามสามข้อของเจ้าของคอลัมน์ “Portfolio Strategy” ในฟอร์บ แมกกาซีน ที่การันตีบารมีได้จากการเป็นคอลัมน์ที่อยู่ยั้งยืนยงในแมกกาซีนธุรกิจแถวหน้าของโลกได้ถึง 22 ปีเต็มก็คือ อะไรคือความเชื่อผิดๆ ที่คุณหลงเชื่อมาตลอดเวลา, คุณจะหยั่งไปถึงความคิดด้านการลงทุนแบบที่คนอื่นคิดไม่ถึงได้อย่างไร, สิ่งใดในความคิดของคุณที่ทำให้คุณประเมินสิ่งที่เห็นผิดพลาดอยู่เสมอ
สามคำถามสำคัญนั้นดูจะเป็นคำถามที่กว้างเอามากๆ แต่ฟิชเชอร์ก็ทำให้เห็นว่า ทุกคำถามนั้นมีประเด็นและนัยยะสำคัญและ “เล่น” กับความคิดสร้างสรรค์ด้านการลงทุนในหุ้นอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ถึงความเชื่อผิดๆ หลายประการที่ทำให้นักลงทุนหลงเชื่อตามๆ กันมาว่าเป็นกลไกของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ
ฟิชเชอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างจะแจ้งว่า ในบางครั้งการคิดในกรอบก็ทำให้นักลงทุนติดอยู่กับกรอบโดยไม่จำเป็น ก่อนจะทะยานต่อไปเพื่อพาผู้อ่านก้าวผ่าน “พรมแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์” ด้วยการให้คอนเซ็ปต์ว่า
การลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมาจากการล่วงเข้าสู่พื้นที่ของความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนวิธีการที่ไม่มีใครไปถึง
ก่อนจะจบลงด้วยคำถามที่สามที่เป็นเสมือน “ตัวฉุดรั้ง” ที่มักจะไม่ได้รับการตั้งคำถามและพิจารณาอย่างจริงจัง นั่นคือ การละเลิกอุปสรรคทางความคิดที่จะเข้ามาคอยปิดกั้นไม่ให้นักลงทุนมองเห็นภาพการลงทุนได้ชัดเจนและแม่นยำ ซึ่งคำถามข้อสุดท้ายนิ้มักเป็นคำถามที่ถูกละเลยอยู่เสมอ เพราะเปรียบเสมือนเส้นผมบังภูเขาที่ยากจะมองเห็น
เคน ฟิชเชอร์มิได้นำเสนอนวัตกรรมการลงทุนของเขาอย่างเลื่อนลอย หากแต่ทุกวิธีการและการวิพากษ์คำถามทั้งสามข้อนั้นถูกกระทำผ่านการวิเคราะห์เชิงเหตุและผลมาเป็นอย่างดี รวมทั้งการยกกรณีศึกษาตลอดจนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในวอลสตรีทที่เขาคร่ำหวอดและได้รับการยอมรับในแวดวงตลาดทุนเอกของโลกแห่งนี้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าฟิชเชอร์จะเป็นประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งของ Fisher Investments กับการบริหารหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลล่าร์ รวมทั้งการขึ้นทำเนียบเป็นผู้ร่ำรวยอันดับที่ 297 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูนในปี 2006 หรือไม่ สิ่งที่เขานำเสนอในหนังสือเล่มนี้ก็คือการเปิดพรมแดนด้านการลงทุนแบบใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับตลาดทุนทั่วโลก
เพราะสิ่งที่ฟิชเชอร์บอกใน The Only Three Questions That Count นั้นคือกระบวนการแห่งการสร้างความคิดริเริ่มใหม่ๆ ในการลงทุนในหุ้น การประยุกต์ใช้ความคิดเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์ และการเข้าห้ำหั่นกับตลาดอย่างมีหลักการและเหตุผล
เพื่อปฏิเสธว่า การลงทุนในหุ้นนั้นไม่เกี่ยวกับโชคชะตาฟ้าลิขิต และไม่ใช่จะต้องพึ่งพาดวงชะตาฟ้าบัลดาล (ให้รวย) เหมือนที่เหล่าบรรดาแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเข้าใจเสียเสมอไป
เพราะการลงทุนนั้นเป็นทั้งศาสตร์ที่วิเคราะห์ได้อย่างมีทฤษฎีหลักการ และศิลป์ที่อุดมไปด้วยชั้นเชิงและการทดลอง
| คิดว่าไง? |
ความสำเร็จของแท้ ต้องทำซ้ำได้
ในสังคมที่เราอยู่นี้ มีคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย
ก็ได้ข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จ ถูกรีเซ็ทเกม
ให้เริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ เริ่มใหม่จาก ศูนย์ เขาจะประสบความสำเร็จได้อีกไหม
ผมคิดว่า ก็คงมีไม่น้อย ที่ดันตัวเอง ประสบความสำเร็จอีกรอบได้ เพราะว่า
ผู้คนเหล่านี้ ประสบความสำเร็จได้ ด้วย ทักษะ ความสามารถ หาใช่ลาภลอย ฟลุ้ก
ผมเชื่อว่า
ทุกความสำเร็จ 99% เกิดจากความสามารถ ความพยายาม
อีก 1% คือ ดวง ฟลุ้ก โชคดี
แน่นอน ทุกความสำเร็จ คงประกอบไปด้วย
โอกาส+ความพร้อม แต่ผมคิดว่า การที่เขาได้โอกาสนั้น
มิใช่ว่าดวง ฟลุ้ก ลาภลอย
ผมว่าคนเหล่านั้น ใช้ความสามารถ ความพยายาม ในการ ค้นหา ไขว่คว้า โอกาสมากกว่า
เพราะโอกาส ไม่เคยเดินเข้ามาหาใครแน่นอน
ตัวอย่างง่ายๆ ต่อให้คุณร้องเพลงเพราะแค่ไหน
ถ้าคุณเอาแต่ร้องเพลงในบ้าน ไม่ออกไปหาเวที ไปคัดตัว
ไปประกวดงานใหญ่ โอกาสแจ้งเกิดก็คงไม่มี
ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริง เกิดจาก ความสามารถ 99% แน่นอน และ
ความสำเร็จที่แท้จริง ต้องทำซ้ำได้ / True Success can be Repeated
by.....louiz
| คิดว่าไง? |

