Bizclub

เฉื่อยชาพาล้มเหลว (จบ)

เฉื่อยชาพาล้มเหลว (จบ)


โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [7-10-2008]

เปิดประเด็นไว้ใน “บิสิเนสไทย” ฉบับที่แล้ว ถึงนิสัย “เรื่อยเฉื่อย” ที่อาจติดตัวเราอยู่จนกลายเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย ซึ่งแน่นอนครับว่านิสัยแบบนี้คงไม่ส่งเสริมให้เราก้าวหน้าไปได้แน่ๆ เพราะความเรื่อยเฉื่อย

มีแต่พาให้เราวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ และอาจต้องจมอยู่กับความล้มเหลวจนชาชิน

นิสัยที่ก่อให้เกิดความเฉื่อยชานั้นมีอยู่ไม่กี่ข้อครับ ซึ่งผมเกริ่นเอาไว้แล้ว 2 ข้อ คือการ “การสงสารตัวเอง” แต่ไม่คิดทำอะไรให้ดีขึ้น กับ “มันไม่ใช่ความผิดของฉัน” เพราะมัวแต่โทษทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกคนรอบตัวโดยไม่เคยพิจารณาตัวเองเลย

วันนี้มาต่อกันใน


ข้อที่ 3 “เพราะฟ้าลิขิตมา” ซึ่งเราจะเห็นคนแบบนี้ได้บ่อยๆ ในสังคมบ้านเรา เช่น

มีพ่อกินเหล้า ตัวเองก็ต้องกินเหล้าไปด้วย หรือเรียนมาน้อย ก็ทำได้แค่นี้ไม่มีโอกาสแสวงหาความสำเร็จ เพราะโชคชะตาเป็นแบบนี้ ไม่มีใครแก้ไขได้

คนจำพวกนี้จะเชื่อในพลังที่มองไม่เห็นของดวงชะตา ยีน หรือดีเอ็นเอ ที่สืบทอดมาจากครอบครัว และเอาข้อจำกัดในอดีตเป็นตัวกักขังความสำเร็จในอนาคต เช่น พื้นฐานครอบครัว การศึกษา ไอคิว ฯลฯ

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะไม่มีทางก้าวผ่านข้อจำกัดของตัวเองได้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่คนเกิดมาเป็นแบบนี้ก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้เท่านั้น ชีวิตจึงค่อยๆ เดินไป ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ แทนที่จะหาจุดเด่นของตัวเองขึ้นมาแล้วเดินไปข้างหน้าต่อไป


ข้อ 4 “ต้อง Perfect เท่านั้น” ซึ่งฟังดูดี เช่น “ถ้ายังเตรียมไม่พร้อม ผมจะไม่ทำเด็ดขาด” หรือ “ถ้า

ผมจะทำเค้ก มันต้องอร่อยที่สุด ไม่งั้นผมจะไม่ทำเลย” ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วคนกลุ่มนี้จะอาศัยความสมบูรณ์แบบนั้นเป็นเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรใหม่ๆต่างหาก

ในโลกธุรกิจงานบางอย่างเราอาจจำเป็นต้องทำไปก่อนเพื่อเรียนรู้และแก้ปัญหาในภายหลัง และคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมาจากการเรียนรู้และเริ่มทำทันที แทนที่จะรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์พร้อมซึ่งอาจจะสายเกินไป

นิสัยแบบนี้จึงเป็นการหลอกตัวเองโดยอาศัยมาตรฐานที่สูงลิบเป็นเครื่องมือในการอ้างที่จะไม่เดินหน้าทำสิ่งใดเลย เพราะไม่มีทางที่ตัวแปรทั้งหมดจะพร้อม 100% ก่อนเริ่มงาน การลงมือทำและค่อยๆปรับแก้ไขกันไปจึงน่าจะได้ผลดีกว่า



ข้อ 5 “ไม่มีปัญญาทำ” โดยคนจำพวกนี้มักไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และคิดว่าตัวเองไม่สามารถทำงานที่ต้องการได้ โดยมีสาเหตุสารพัด ทั้งการศึกษา ครอบครัว สติปัญญา ฯลฯ จนไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำอะไรสำเร็จได้

ผมเชื่อว่าคนเราส่วนใหญ่แล้วถ้าเชื่อว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ ก็มักจะทำไม่ได้จริงๆ หรือไม่ก็ไม่กล้า

ลงมือทำทั้งที่ในวัยเด็กนั้น เราเคยกล้าคิด กล้าทำ มามากมายหลายอย่าง เช่น กล้าคลาน กล้าเดิน หรือแม้แต่วิ่ง จนหกล้ม ฟกช้ำดำเขียว ก็ยังลุกขึ้นมาวิ่งต่อได้

เมื่อโตขึ้นมาถึงวัยเรียนเราก็เคยกล้าคิด กล้าทดลอง ฯลฯ แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับกลัวไปหมด

ทุกเรื่องซึ่งน่าเสียดายมาก ทั้งๆ ที่เรามีจุดแข็งอื่นๆ มากมายซ่อนอยู่แต่กลับถูกตัวเราเองมองข้ามไปจนต้องมาโฟกัสแต่จุดด้อยของตัวเองเท่านั้น



ข้อสุดท้ายคือ “หลอกตัวเอง” และคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ เช่นคนที่ติดบุหรี่ มีหลายคนที่คิดว่าการเลิกบุหรี่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ จึงไม่รีบร้อนที่จะเลิกบุหรี่ แต่กลับสูบเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และคิดว่าจะเลิกดูสักวันหนึ่งแต่กลับไม่เคยได้ลงมือทำเลย

เหมือนกับคนอ้วนที่มีปัญหาน้ำหนักตัว ก็อาจคิดว่าการลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่าย จะทำเมื่อไรก็ได้

จึงไม่คิดจะทำในวันนี้หรือเร็วๆ นี้ สุดท้ายก็ปล่อยตัวเองจนอ้วนขึ้นอีกหลายเท่า ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเองและหนีปัญหาไปเรื่อยๆ



ทั้ง 6 ข้อนี้ผมเชื่อว่าเป็นนิสัยที่คนเราทั่วไปอาจมีติดตัวอยู่บ้างแต่น่าจะหาทางกำจัดออกจากตัวได้ไม่ยาก แต่อย่าเผลอ เรื่อยเฉื่อย” จนติดเป็นนิสัยทั้ง 6 ข้อ ซึ่งจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ยากเย็น เราจึงต้องกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาชนะใจตัวเองอยู่เสมอนะครับ

0 Comments:

Post a Comment