Bizclub

คนงานผสมปูนขึ้นแท่นมหาเศรษฐีจีน

เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องในอัตราที่สูงในช่วงกว่าสองทศวรรษของประเทศจีน
รวมทั้งการเปิดให้นักธุรกิจเอกชนระดมทุนในตลาดหุ้น

ได้ทำให้มหาเศรษฐีจีนเกิดใหม่เป็นดอกเห็ดในหน้าฝน


มหาเศรษฐีคนล่าสุดของจีนเป็นสาวรุ่นอายุเพียง 25 ปีซึ่งได้มรดกเป็นหุ้นจากพ่อเธอ
เป็นหุ้น 70% ของบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ พ่อเธอยกให้ในปี 2548

เมื่อพ่อของเธอเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นในปีที่แล้วมูลค่าหุ้นในมือของเธอพุ่งขึ้นถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 561,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาตลาดช่วงปลายปี 2550 ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในเอเชีย


มหาเศรษฐีสาวจีนคนนี้ชื่อ หยาง ฮุ่ยหยาน ด้วยสินทรัพย์ขนาดนี้เธอรวยกว่า สตีฟ จอบส์ ซีอีโอของแอปเปิ้ล จอร์ส โซรอส พ่อมดการเงินของอเมริกา นายรูเพิร์ต เมอร์ดอค หรือนาย โดนัลด์ ทรัมป์ผู้โด่งดังเสียอีก


คนที่สร้างบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ขึ้นมาคือพ่อของ หยาง ฮุ่ยหยาน ชื่อนาย ยุง กว๊อก คุง หรือ หยาง กวอเชียง ผู้ซึ่งเริ่มต้นจากเป็นพนักงานผสมปูนให้กับบริษัทก่อสร้างแต่ก็สามารถสร้างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในจีนโดยใช้เวลาเพียงสิบปีเท่านั้น


หยาง ฮุ่ยหยาน เป็นลูกสาวคนที่สองของนายหยาง เธอแต่งงานแล้วกับลูกชายของเจ้าหน้าที่รัฐอาวุโสช่วงปลายปี 2549 หนึ่งปีก่อนจะกลายเป็นมหาเศรษฐีสาวอันดับหนึ่งของเอเชีย


นายหยาง เดิมเป็นชาวนายากจนใน เมืองโฝซาน เขาปลูกข้าว เลี้ยงวัวและทำงานเป็นคนงานก่อสร้างมีหน้าที่ผสมซีเมนต์ ภรรยาของเขามีรายงานว่าเป็นคนงานก่อหินที่ทำงานด้วยกัน


เขาตั้งบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศไทยแตกและส่งผลกระเทือนไปทั่วเอเชีย บริษัทนี้เที่ยวซื้อที่ดินซึ่งไม่มีใครสนใจเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ที่ดินที่มีปัญหา ส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งซึ่งอยู่ใกล้กับฮ่องกง เมื่อรัฐบาลกลางจีนเปิดให้บริษัทเอกชนสามารถนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อบ้านได้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มเปิดขึ้นในระยะ 2-3 ปีต่อมา (ทุกวิกฤติมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ผมว่านะ)


เมื่อตลาดเปิดขึ้นนายหยาง ซึ่งมีแลนด์แบงก์อยู่จำนวนมากก็เริ่มควักที่ดินออกมาที่ละผืน เพื่อพัฒนาเป็นบ้านจัดสรรและตั้งราคาไม่แพงมากทำให้ขายได้อย่างรวดเร็ว


หนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่ากลยุทธ์การทำธุรกิจที่ทำให้ผู้ก่อตั้งคันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือการใช้วิธีการของห้างสรรพสินค้าวอล-มาร์ท ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยขายให้กับชนชั้นกลางของจีน


ในช่วงที่ธุรกิจในประเทศไทยต้องประสบปัญหาอย่างหนักนับสิบปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540หลายธุรกิจต้องล้มหายตายจากไปแต่สำหรับบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ แล้วเป็นช่วงโจนทะยาน โครงการบ้านขยายตัวอย่างรวดเร็ว


โครงการพัฒนาที่ดินของ คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ มีทั้งบ้านหรู ทาวน์เฮาส์ อพาร์ตเมนต์เป็นโครงการขนาดใหญ่รอบเมืองกวางเจา นอกจากบ้านแล้วยังมีโครงการประเภทโรงแรมหลายแห่งโครงการส่วนมากมีขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่ในโครงการ


คนจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางแห่ซื้อที่อยู่อาศัยเนื่องจากราคาที่ดินและบ้านได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีทำให้มีการลงทุนและเก็งกำไรบ้านและที่ดินขนานใหญ่ หลายคนคิดว่าดีกว่าฝากแบงก์


เจ้าของบริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ ถึงแม้เป็นชาวนาคนงานผสมปูนยากจนมาก่อนแต่เมื่อถึงเวลาระดมทุน เขาใช้บริษัทการเงินชั้นนำของวอลล์สตรีทอาทิ มอร์แกนสแตนเล่ย์ หรือยูบีเอส ซิตี้แบงก์ มาเป็นทีปรึกษาในการระดมทุนและใช้บริษัทระดับโลกอย่าง เมอร์ริล ลินช์ มาออกตราสารเงินกู้ให้


การเปิดบัญชีให้กับบริษัทการเงินระดับโลกนับเป็นความกล้าหาญของนาย หยาง เพราะการบริหารงานเดิมของบริษัทในจีนส่วนใหญ่มักจะมีความลับซับซ้อน มีบัญชีหลายบัญชี ตัวนาย หยาง ก็ปิดตัวมาโดยตลอด แม้การยกหุ้นให้ลูกสาวก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปกปิดพฤติกรรมบางอย่าง


เมื่อ คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ เข้าตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบริษัทการเงินตะวันตกเป็นคนจัดการให้ ระบบบัญชีและการบริหารงานต้องโปร่งไส มีกรรมการจากภายนอกเข้าร่วมบริหารงาน นับเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่สำหรับบริษัทในจีน


นาย หยาง เลียนแบบการเลี้ยงลูกจากนายลี กา-ชิง อภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง โดยให้ลูกสาวเข้าร่วมในการประชุมบอร์ดกรรมการตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมหลังจากนั้นก็ส่งลูกไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในมหาวิทยาลัยของรัฐโอไฮโอเพื่อเตรียมตัวให้ลูกกับมาทำธุรกิจของครอบครัว


ถึงแม้พ่อของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนจะเปิดรับเอาเทคโนโลยีการระดมทุนระดับโลกเข้ามาใช้กับบริษัทแต่ก็ไม่ทิ้งรากเหง้าเดิม สื่อมวลชนในจีนรายงานว่า เมื่อปีที่แล้วเขากลับไปบ้านเกิดเพื่อฟื้นฟูสร้างศาลเจ้า ของหมู่บ้านใหม่และช่วยเหลือสมาชิกของตระกูลนับร้อยคนที่หมู่บ้านเดิม


นอกจากการช่วยเหลือบ้านเกิดแล้ว เขายังตั้งกองทุนการศึกษาบริจาคให้แก่นักเรียนจำนวนมากกว่า 4,000 ทุนในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา


นายหยางมีลูกสาว สามคน คนโตพิการตั้งแต่เล็ก คนที่สองได้เป็นผู้บริหารต่อจากพ่อส่วนคนเล็กยังเรียนอยู่ที่อเมริกา


นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นและนักเศรษฐศาสตร์ของจีนระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่ของจีนมีความน่ากลัว วันใดที่ฟองสบู่แตกบรรดามหาเศรษฐีอาจจะกลายเป็นเจ้าสัวเยสเตอร์เดย์ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าบริษัทที่ยอมรับเอาระบบบริหารงานสมัยใหม่ที่เน้นความโปร่งใสเติบโตด้วยธุรกิจจริง ๆ ก็สามารถอยู่รอดได้




บริษัท คันทรี การ์เดน โฮลดิ้งส์ เป็นหนึ่งในบริษัทที่เชื่อว่าจะแข็งแกร่งและอยู่รอดได้แม้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของบริษัทจะเป็นอดีตคนงานผสมปูน

0 Comments:

Post a Comment