Bizclub

ความมั่งคั่ง: เมื่อไรจึงจะมีกับเขาสักที

เขียนโดย ดร.กฤษฎา เสกตระกูล,บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์

เวลาพูดถึงความมั่งคั่ง คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงภาพคนรวยที่มีทรัพย์สินเงินทองมากๆ

และมีช่องทางที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนได้ต่อไปเรื่อยๆ ที่จริงแล้วความมั่งคั่งสามารถมองได้หลายมุม จึงมีได้หลายความหมาย หลายระดับของความพอใจแล้วแต่การตีความ บางคนบอกว่า การมีงานทำมีความมั่นคงในอาชีพการงาน คือ ความมั่งคั่ง บางคนก็วัดความมั่งคั่งจากการมีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


ทำไมคนเราจึงต้องแสวงหาความมั่งคั่งกัน สิ่งที่ซ่อนลึกๆอยู่ในจิตใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ “ความมีอิสรภาพทางการเงิน” ลองนึกถึงสภาพที่เราไม่ต้องทำงาน แต่ยังมีเงินใช้โดยไม่เดือดร้อน หรือเรายังรักที่จะทำงาน แต่ไม่ต้องอาศัยเงินเดือนนี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เราอาจนิยมความมีอิสรภาพทางการเงินได้ว่า


“อิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การที่คนเรามีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากจนเกินไป และไม่ต้องหวาดผวากับปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่าจะมีไม่พอกับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในอนาคต”

ถ้าอิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ แต่สังเกตหรือไม่คนที่พาตัวเองไปถึงระดับการมีอิสรภาพทางการเงินกลับมีไม่มากเลย มีเคล็ดลับอะไรหรือไม่ที่ทำให้บางคนบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ได้ ตามเรามาสิครับ

ความมั่งคั่ง: เราสร้างขึ้นมาอย่างไร
วิชาการด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลระบุไว้ว่า ความมั่งคั่ง หมายถึง ขนาดของสินทรัพย์สุทธิของบุคคลซึ่งมาจาก สินทรัพย์รวมของบุคคลหักออกด้วยหนี้สินของบุคคล และการบริหารความมั่งคั่งของบุคคล หมายถึง กระบวนการจัดการให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของสินทรัพย์สุทธิ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินสำหรับตนเอง หรือลูกค้าในระยะเวลาต่างๆ

เราจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งและทำให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ลองพิจารณาจากแบบจำลองต่อไปนี้

รูปที่ 1: แบบจำลองการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน




ที่มา: พัฒนาขึ้นสำหรับบทความนี้

จากรูปที่ 1 อาจสรุปได้ว่า คนที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ คือ คนที่เห็นเคล็ดลับว่า


รู้หา (How to earn)

คือ รู้วิธีใช้ความสามารถของตน (Human Assets) ในการหารายได้

การได้เงินเดือนจากการทำงานของเราเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ยิ่งการงานประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้น ยิ่งส่งผลให้ความสามารถที่จะออมได้มีมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานอย่างดีสำหรับการสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น ช่องทางของการรู้หาไม่ได้มีเฉพาะการเป็นลูกจ้าง แต่การเลือกนำเงินทุนและแรงงานของเราไปลงทุนเป็นผู้ประกอบการก็ทำให้มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่สูง ซึ่งเป็นรากฐานของการออมเพื่อความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี


รู้เก็บ (How to save)

การแบ่งรายได้มาเพื่อออมทันทีเป็นการสร้างวินัยการเงินเพื่อให้ฐานของเงินออมขยายตัวเพิ่มรองรับการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต และเงินออมควรแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์ของการออม ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว


รู้ใช้ (How to spend)

การใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นหลักคิดสำคัญ เพื่อให้รายได้ที่คงเหลือเป็นเงินออมมีเพียงพอที่จะใช้ขยายฐานสร้างความมั่งคั่งในวันข้างหน้า


รู้ขยายผล (How to invest)

แนวคิดออมดีกว่าไม่ออม และออมก่อนรวยกว่า ยังไม่พอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ เราจะต้องเรียนรู้ว่าเงินออมของเรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะนำไปขยายผลให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ไม่ใช่ฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว




ดร.กฤษฎา เสกตระกูล ได้รับ Ph.D ด้าน Business Administration จาก Southern Cross University ประเทศออสเตรเลีย จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตและบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต รวมทั้งพาณิชยศาสตร์บัณฑิต (การเงิน) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

© 2007 by The McGraw-Hill Companies Inc. All rights reserved.

1 Comments:

Praew said...

จิงๆก็เป็นหลักบริหารชีวิตให้สมดุล ไม่ขาดทุน แล้วได้กำไร รึเปล่า ^^? เนอะ...

เฮ้อ...ใครว่า ศก.พอเพียงประยุกต์กับชีวิตนักธุรกิจไม่ได้ ขอค้านหัวชนฝาเลย ^^

Post a Comment