คนรวยเชื่อว่า "ฉันกุมชะตาชีวิตของตัวเอง"
คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"
แน่นอนว่าใครๆก็อยากถูกล็อตเตอรี่
แม้แต่คนรวยก็ซื้อบ้างเป็นบางครั้งเพื่อความสนุก
แต่ข้อแตกต่างอย่างแรกคือ
คนรวยไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่ด้วยเงินครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด และข้อสองคือ
การถูกล็อตเตอรี่ไม่ใช่ "กลยุทธ์" หลักที่ทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นมา
คุณต้องเชื่อก่อนว่า
คุณคือผู้สร้างหนทางสู่ความสำเร็จด้วยตนเอง
คุณคือผู้ที่ทำให้ตัวเองมีฐานะปานกลาง
คุณคือผู้ที่ทำให้ตัวเองต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนหาเงินและความสำเร็จ
แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนๆนั้นก็คือคุณ
คนยากจนมักจะเลือกที่จะสวมบทบาทผู้ถูกกระทำ
แทนที่จะยืดอกรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
ความคิดอันดับต้นๆในหัวของผู้ถูกกระทำจะเป็นในทำนองที่ว่า
"ฉันนี่น่าสมเพชจัง"
ดังนั้นด้วยพลังแห่งความตั้งใจ เขาคนนั้นก็จะกลายเป็นคนที่
"น่าสมเพช" ขึ้นมาจริงๆ
แล้วคุณจะบอกได้อย่างไรเวลาคนเราสวมบทบาทผู้ถูกกระทำ?
พวกเขาจะมีพิรุธที่เห็นได้ชัดอยู่ 3 ข้อ
พิรุธที่ 1 : นักกล่าวโทษ
เมื่อถามว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ร่ำรวย ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกล่าวโทษ ซึ่งหมายถึงขีดความสามารถของคุณในการโยนความผิดใส่คนอื่นๆ หรือสถานการณ์ต่างๆโดยไม่ต้องหันมาดูตัวเอง
ผู้ถูกกระทำโทษระบบเศรษฐกิจ โทษรัฐบาล โทษตลาดหุ้น โทษผู้จัดการ โทษบริษัทแม่ โทษหัวหน้า โทษลูกน้อง โทษแผนกจัดส่ง โทษคู่สมรส โทษพระเจ้า และแน่นอน พวกเขากล่าวโทษพ่อแม่ตัวเองเสมอๆ
สำหรับคนกลุ่มนี้ ทุกอย่างเป็นความผิดของคนอื่นหรือสิ่งอื่นเสมอๆ สิ่งที่เป็นปัญหาคือสิ่งใดๆ หรือใครก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเขาเอง
พิรุธที่ 2 : นักแก้ตัว
ถ้าผู้ถูกกระทำไม่หาทางโทษคนอื่น คุณก็จะได้ยินพวกเขาพูดแก้ตัวในทำนองที่ว่า "เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนักหรอก"
ประเด็นก็คือ ถ้าคุณบอกสามีหรือภรรยา หรือแฟน หรือคนรัก หรือเพื่อนของคุณว่าพวกเค้าไม่ใช่คนสำคัญอะไรนัก คุณว่าพวกเขาจะอยากอยู่กับคุณต่อไปหรือเปล่า?ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ เงินก็เหมือนกันนะครับ!
ขอฟันธงเลยว่า ใครก็ตามที่บอกว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญย่อมไม่มีเงิน!
พวกเขาอาจจะเถียงข้างๆคูๆว่า "ยังไงซะ เงินก็ไม่สำคัญเท่าความรัก" เอาล่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้นะครับ หรือคุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันล่ะ ท่อนแขนหรือท่อนขา? บางที่มันอาจสำคัญทั้งสองอย่าง
แม้ว่าความรักจะช่วยให้โลกหมุนไป แต่มันก็ไม่สามารถช่วยให้คุณสามารถจ่ายค่าสร้างโรงพยาบาล โบสถ์ หรือบ้านได้เลย และมันก็ไม่ทำให้ใครอิ่มท้องด้วย
พิรุธที่ 3 : นักบ่น
ผมเชื่ออย่างหมดใจในกฎครอบจักรวาลที่กล่าวว่า "สิ่งที่คุณให้ความสนใจจะยิ่งเพิ่มขยายผล"
เวลาคุณบ่น เห็นได้ชัดว่าคุณเพิ่มความสนใจไปยังเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิต และเนื่องจากคุณจะได้ในสิ่งที่คุณให้ความสนใจ คุณก็จะได้รับเรื่องร้ายๆในชีวิตมากขึ้นไปอีก
จะว่าไป ผมขอบอกว่าคุณไม่ควรเข้าไปคลุกคลีกับพวกชอบบ่น เพราะพลังงานในด้านลบเป็นโรคติดต่อ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากชอบขลุกอยู่กับพวกชอบบ่น เพราะอะไร? เหตุผลง่ายๆคือ พวกเขากำลังรอให้ถึงตาตัวเองบ่นบ้างน่ะสิ!
ตั้งแต่นี้ไป ถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังกล่าวโทษ หาข้อแก้ตัว หรือพร่ำบ่น จงรีบละและเลิกในทันที เตือนตัวเองเอาไว้ว่าคุณกำลังลิขิตชีวิตตัวเอง คุณสามารถดึงดูดความสำเร็จไม่ก็ความผิดพลาดเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่คุณต้องเลือกสรรการใช้ความคิดและถ้อยคำอย่างชาญฉลาด
โลกนี้ไม่มีผู้ถูกกระทำที่ร่ำรวยได้หรอกครับ


0 Comments:
Post a Comment